lnwshop logo
ถั่วแดงหลวง

ถั่วแดงหลวง

20.00 บาท
ราคาปกติ 30.00 บาท
หมวดหมู่ เมล็ดผัก 10-30 บาท - Seed 10-30 ฿
น้ำหนัก 0 กรัม
ประเภท สินค้าใหม่
ประเภท สินค้ามือสอง
สภาพ ร้าน PANPAKSHOP SEED & PLANT ร้านเปิดทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10.00-20.00 น. สามารถสั่งผ่านเว็บไซต์ ไลน์ ได้ตลอดเวลา ทุกวัน สั่งซื้อแล้วแจ้งชำระเงินได้เลย ติดต่อทางโทรศัพท์ ในวันเวลาทำการ จัดส่งสินค้าหลังจากแจ้งชำระเงิน 2-3 วัน
สภาพ
บาร์โค้ด
สถานะสินค้า Pre-Order
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
สั่งซื้อได้
เข้าร่วมโปรโมชั่น
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
อัพเดทล่าสุด 14 ก.พ. 2559
จำนวน (ชิ้น)
-
+
Share
Scan this!
ข้อมูล
รายละเอียดสินค้า
ประวัติถั่วแดงหลวง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสต้นบนดอย ในปี พ.ศ. 2512 พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าการปลูกฝิ่นของชาวเขาที่บ้านแม่โถนั้นจะเป็นภัย ในอนาคต  จึงมีรับสั่งให้หาพืชมาปลูกทดแทนการปลูกฝิ่น โดยหาวิธีการปลูกที่ดี และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หม่อมเจ้า ภีศเดช รัศนี ซึ่งตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปถวายงานครั้งนั้นได้เสนอว่าควรจะ ให้ชาวเขาทดลองปลูก red kidney bean ดู จึงถือเป็นการเริ่มต้นของการส่งเสริมให้มีการปลูกถั่วแดงหลวง ก่อนที่จะมีโครงการช่วยเหลือของสหประชาชาติ  ภายหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงได้พระราชทานพันธุ์ถั่ว red kidney bean ซึ่งสั่งมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ชาวเขาได้ปลูก ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ซึ่งทางโครงการหลวงในขณะนั้นได้รับซื้อไว้ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เมื่อได้ถั่ว red kidney bean ที่รับซื้อมาจากชาวเขาแล้ว จึงเริ่มคิดการตลาดเกี่ยวกับถั่ว red kidney bean ขึ้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งชื่อถั่ว ซึ่งปรากฏในคำกล่าวเปิดของหม่อมเจ้า ภีศเดช  รัชนี ในพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การวิจัยและพัฒนาถั่วที่สูง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2533 ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือ  ดังใจความที่ว่า
 
“เริ่มต้นเราต้องรู้จักว่าถั่วนี้เรียกว่าถั่วอะไร ถ้าไม่รู้ชื่อถั่วใครจะไปซื้ออะไรถูก เราก็มานั่งพูดกันแบบที่เรียกว่า brain storming ใครคิดอะไรได้ก็พูดมาเพื่อจะตั้งชื่อถั่ว มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. วัฒนา ก็แปลว่า kidney แปลว่า ไต  red ก็แปลว่า แดง  จึงเสนอให้ตั้งชื่อว่า ถั่วไตแดง ผมในฐานะนักโฆษณา ก็บอกว่าถ้าตั้งชื่อเป็นแบบนี้คนได้ยินก็จะไม่ซื้อถั่วไปกินแน่ เราก็โต้กันไปโต้กันมา ในที่สุดเราก็บอกว่า ถั่วนี่มันเป็นถั่วและมันเป็น pea หรือ bean มันเป็น bean เพราะ pea ต้องเมล็ดกลมๆ นี่มันเป็นเมล็ดยาวๆ ก็เป็น bean ก็บอกว่า bean และสีแดง ก็บอกว่าถั่วแดง ทีนี้เราก็บอกถั่วแดงถั่วแดงเฉยๆ ใช้ไม่ได้ เราก็คิดว่าจะอย่างไรดี ในที่สุดเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมล็ดมันใหญ่ ทางเหนือเรียกว่า หลวง อะไรที่ใหญ่ เช่น เขาหลวง ถั่วแดง ก็เรียกว่าถั่วแดงหลวง และหลวงก็มีความหมายอีกอย่างคือ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพันธุ์มา เราก็ตั้งชื่อได้” จากข้อความดังกล่าวถั่วแดงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ชาวเขา เพื่อใช้ปลูกทดแทนการปลูกฝิ่น จึงได้ชื่อว่า “ถั่วแดงหลวง” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
        ถั่วแดงหลวง (Redkidney bean) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Phaseolus vulgaris L. เป็น พืชถั่วที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงชนิดหนึ่ง ที่มูลนิธิโครงการหลวงได้ให้ความสำคัญนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาเพาะปลูก ตั้งแต่มูลนิธิโครงการหลวงได้เริ่มดำเนินงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรปลูกเป็นพืชรายได้ทดแทนฝิ่น และใช้รับประทานเป็นแหล่งอาหารโปรตีนในครัวเรือน จากการส่งเสริมการปลูกถั่วแดงหลวงของมูลนิธิโครงการหลวง ในช่วงแรกได้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมาปลูกจำนวนหลายพันธุ์ โดยการสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ และหน่วยงานวิจัยทางเกษตรของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (ARS/USDA) ได้แก่พันธุ์ Darkred, Redcote, Manitow, Purple red, Canadian wonder เป็นต้น ถั่วแดงหลวงพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้ได้กระจายเมล็ดพันธุ์ไปยังแหล่งปลูกตามดอยต่างๆ เช่น แม่โถ อ่างขาง ใหม่ร่มเย็น ถ้ำเวียงแก สะโง๊ะ ผาหมี ก้อแสนใจ วังดิน เมืองงาม และสันต้นดู่ ต่อมามูลนิธิโครงการหลวงได้ปรับปรุงพันธุ์ถั่วแดงหลวงพันธุ์หมอกจ๋าม โดยวิธีการปรับปรุงประชากร (population improvement) และได้ปรับปรุงพันธุ์ถั่วแดงหลวงโดยวิธีการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์โดยใช้ รังมีแกมม่า และได้คัดเลือกสายพันธุ์ MKS#8 เป็นสายพันธุ์ดีเด่นของมูลนิธิโครงการหลวง ปัจจุบันถั่วแดงหลวงเป็นพืชเศรฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรบนที่สูงหลายแห่ง เช่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย, แม่โถ, หมอกจ๋าม, ห้วยน้ำริน ฯลฯ ปลูกถั่วแดงหลวงเป็นรายได้หลัก และใช้ปลูกเป็นพืชเสริมหมุนเวียนกับพืชไร่ชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดปัญหาการสะสมโรค-แมลง ในแปลงเพาะปลูก
 
วิธีการปฏิบัติในการปลูกถั่วแดงหลวงที่ดี
1. พันธุ์
พันธุ์ถั่วแดงหลวงที่มูลนิธิโครงการหลวงได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกได้แก่ พันธุ์ หมอกจ๋าม
ถั่วแดงหลวงสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์มี 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หมอกจ๋ามสายพันธุ์ปรับปรุง และถั่วแดงหลวงสายพันธุ์ เอ็ม เค เอส 8 (MKS#8)
 
2. การเลือกพื้นที่เพาะปลูก
พื้นที่ ปลูกที่เหมาะสมของถั่วแดงหลวงควรเป็นพื้นที่ราบ ถ้าปลูกบนพื้นที่ไหล่เขาพื้นที่ไม่ควรมีความชันมาก ระดับความสูงของพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 800-1,200 เมตร ดินควรเป็นดินร่วนเหนียวที่เก็บรักษาความชื้นดีและมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.5-6.5 พื้นที่ชายฝั่งแม่น้ำหลังน้ำลดแล้วจะเหมาะสมกับการปลูกถั่วแดงหลวงมาก บนที่สูงควรเลือกพื้นที่ที่ไม่อับลมและแดดส่องไม่ถึง เพราะว่าต้นถั่วจะโตช้าและมีโรคระบาดมาก
 
3. ฤดูปลูก
ฤดูปลูกถั่วแดงหลวงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่
(1) ปลูกช่วงต้นฤดูฝน : ปลูกประมาณเดือน พฤษภาคม เก็บเกี่ยวประมาณเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม ถั่วแดงหลวงจะมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-80 วัน
(2) ปลูกช่วงปลายฤดูฝน : ปลูกประมาณเดือน กันยายน เก็บเกี่ยวประมาณ เดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 85-90 วัน
 (3) ปลูกช่วงฤดูหนาว : ปลูกประมาณเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม เก็บเกี่ยวประมาณ เดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม พื้นที่เพาะปลูกได้แก่บริเวณชายฝั่งแม่น้ำหลังน้ำลดแล้วที่ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงหมอกจ๋าม ปลูกช่วงฤดูนี้จะต้องมีการให้น้ำแก่ถั่วแดงหลวงโดยสูบน้ำจากแม่น้ำหรือจาก บ่อบาดาล
 
4. การเตรียมพื้นที่เพาะปลูก
การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกถั่วแดงหลวง ควรมีขั้นตอนดังนี้
  • กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกโดยวิธีถางหญ้าแล้วกลบวัชพืชในแปลงปลูก ควรทำก่อนเพาะปลูกประมาณ 2-3 วัน
  • ขุดดินเพื่อให้ดินร่วนซุยและเกลี่ยแปลงปลูกให้ราบเรียบพอสมควร
  • กรณีพื้นที่เพาะปลูกเป็นพื้นที่ลาดชัน ควรปลูกโดยไม่ต้องขุดหน้าดินหรือพรวนดิน เพราะจะทำให้หน้าดินถูกชะล้าง เมื่อฝนตกหนัก
  • ถ้าเป็นพื้นที่ราบและแปลงปลูกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่  วัชพืชมีไม่ค่อยมาก อาจจะใช้รถแทรกเตอร์ไถพรวนดินพร้อม ๆ กับการกำจัดวัชพืช
  • มีการเจาะร่องน้ำภายในแปลงปลูกและรอบ ๆ แปลงปลูกให้เป็นทางน้ำไหลผ่าน เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดินของแปลงปลูก
  • ปลูกบริเวณพื้นที่ชายฝั่งแม่น้ำช่วงฤดูหนาว ควรมีการยกร่อง เพื่อระบายน้ำเข้าแปลงปลูกได้สะดวก
5. วิธีปลูกและอัตราเมล็ดที่ใช้
ควร ปลูกถั่วแดงหลวงให้เป็นแถวเป็นแนวเพื่อสะดวกต่อการเดินเข้าแปลงปลูก สำหรับใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืชและถอนพันธุ์ปนที่ระยะการเจริญเติบโตต่าง ๆ ระยะปลูกระหว่างแถวได้แก่ 50-60 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างหลุมได้แก่ 20-25 เซนติเมตร หลุมหนึ่งหยอด 2-3 เมล็ด ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 10.0-12.0 กิโลกรัมต่อไร่
 
6. ปุ๋ยและวิธีการใส่ปุ๋ย
เพื่อให้ถั่วแดงหลวงขึ้นเจริญเติบโตได้ดีให้ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่ดี ควรมีการใส่ปุ๋ยดังนี้
  • ใส่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ครั้งเดียวหลังจากมีการกำจัดวัชพืชครั้งแรก ต้นถั่วแดงหลวงมีอายุได้ประมาณ 12-15วัน หลังจากงอก เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วมีการพูนโคนต้นด้วยใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูตร 21-0-0 อัตรา 25.0 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่เมื่อถั่วแดงหลวง มีอายุได้ 35-40 วัน ใส่หลังจากมีการกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 แล้ว
7. การกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก
        หลังจากถั่วแดงหลวงงอกแล้ว ช่วงระยะการเจริญเจริญเติบโตควรมีการกำจัดวัชพืชอย่างน้อย2ครั้ง
ครั้งแรก : ก่อนใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เมื่อถั่วแดงหลวงมีอายุได้ประมาณ 12-15 วัน กำจัดวัชพืชแล้วใส่ปุ๋ยและพูนโคนให้แก่ต้นอ่อนของถั่วแดงหลวง
ครั้งที่สอง : ก่อนใส่ปุ๋ยไนโตรเจน สูตร 21-0-0 เมื่อถั่วแดงหลวงมีอายุได้ประมาณ35-40 วัน กำจัดวัชพืชแล้วจึงใส่ปุ๋ยและอาจมีการพูนโคนให้แก่ต้นถั่วแดงหลวงอีกครั้ง
 
8. การให้น้ำ
ควร มีการให้น้ำแก่ถั่วแดงหลวงสม่ำเสมอเมื่อปลูกบริเวณพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำช่วง ปลูกฤดูหนาว ถ้าดินปลูกเป็นดินร่วนเหนียว ควรจะให้น้ำประมาณ 10 วันต่อครั้งแต่ถ้าดินปลูกเป็นดินทรายมาก จะต้องให้น้ำถี่ขึ้นเป็น 7-10 วันต่อครั้ง
 
9. โรคที่สำคัญและวิธีการป้องกันกำจัด
ช่วงระยะปลูกถั่วแดงหลวงจะมีโรคสำคัญระบาดแก่ต้นและฝักถั่วแดงหลวงดังนี้
  • ระยะต้นอ่อน-ระยะออกดอก : ได้แก่ โรคโคนเน่า โรครากเน่า และโรคจุดเหลี่ยม
  • ระยะออกดอก-ระยะติดฝัก : ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส โรคใบจุดเหลี่ยม โรคราสนิม โรคราแป้ง โรคโคนเน่า และโรครากปมเกิดจากไส้เดือนฝอย
วิธีการป้องกันและกำจัด :
    (1) โดยวิธีการถอนต้นที่เป็นโรคมากและนำทิ้งออกจากแปลงปลูก
     (2) โดยวิธีการพ่นด้วยสารเคมี
โรคโคนเน่าและรากเน่า  : ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าคลุกเมล็ดก่อนปลูก และใช้สารเคมีชื่อไวตาแวกซ์ (คาร์บ็อกซิน) อัตราที่แนะนำ 2.5-5 กรัมต่อเมล็ด1 กิโลกรัม
โรคแอนแทรกโนส : ใช้สารเคมีชื่อไดเทนเอ็ม-45 (แมนโคเซบ) อัตราที่แนะนำ 40 กรัมต่อน้ำ 20ลิตร สลับกับสารเคมีชื่อบาวิสติน เอฟ แอล (คาร์เบนดาซิม) ใช้อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
โรคใบจุดเหลี่ยม : ใช้สารเคมีชื่อไดเทนเอ็ม-45 (แมนโคเซบ) อัตราที่แนะนำ 40 กรัมต่อน้ำ 20ลิตร หรือสารเคมีชื่อดาโคนิล (คลอโรธาโลนิล)ใช้อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
โรคราแป้ง : ใช้เอสเค 99, นีโอฟอร์ม (สารน้ำมันปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์) ใช้สารเคมีชื่อซาพรอล (ไตรโฟรีน) อัตราที่แนะนำ 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเคมีชื่อฟันดาโซล, โฟโนมิล (เบโนมิล) อัตราที่แนะนำ 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
โรครากปมที่เกิดจากไส้เดือนฝอย : ใช้เชื้อราเนซิโลมัยซีส ไลลาซินัส รองก้นหลุมหรือหว่านในแปลงปลูกก่อนปลูกพืชในอัตรา 100 กรัมต่อ 1 ตารางเมตร หรืออัตรา 25-30 กรัมต่อต้น
 
10. แมลงที่สำคัญและวิธีป้องกันกำจัด
แมลงที่สำคัญของถั่วแดงหลวงมีดังนี้
(1) หนอนเจาะลำต้นถั่ว : แมลงชนิดนี้จะพบเจาะ ทำลายภายในลำต้นของถั่ว กัดท่อน้ำเลี้ยงทำให้ใบมีอาการเหี่ยวเฉา พบการระบาดตั้งแต่ระยะต้นอ่อนไปจนถึงระยะก่อนออกดอก เมื่อต้นถั่วแก่แล้วจะไม่พบการทำลายของแมลงชนิดนี้มากนัก
วิธีป้องกันกำจัด  : ใช้สารเคมีชื่อเกาโซ (อิมิดาคลอพริด) คลุกเมล็ดก่อนปลูกจะป้องกันได้30 วัน ใช้อัตรา 5-10 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม
(2) หนอนเจาะฝักถั่ว : จะพบระบาดมากช่วง
ถั่วแดงหลวงติดฝัก จนถึงระยะฝักใกล้จะแก่ หนอนชนิด นี้จะระบาดมากถ้าฝนแล้ง
         วิธีป้องกันกำจัด : ใช้สารเคมีชื่อไซเปอร์มีทริน 35
(ไซ เปอร์มีทริน 35%) ใช้อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร สลับกับสารเคมีชื่อ แอสเซ็นต์ (ฟิโปรนิล) ใช้อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดป้องกันกำจัด
(3) หนอนม้วนใบถั่ว : จะพบระบาดมากช่วงระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นจนถึงระยะออกดอกและติดฝักถ้า ปลูกต้นถั่วให้มีระยะชิดกันมาก จะพบว่ามีแมลงชนิดนี้ทำลายมากกว่าปลูกให้ต้นถั่วมีระยะห่าง
          วิธีป้องกันกำจัด : ใช้สารเคมีชื่อไซเปอร์มีทริน 35
(ไซ เปอร์มีทริน 35%) ใช้อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ผสมกับ คูซั่นเพสท์ (อะบาเม็กติน) ใช้อัตรา 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดป้องกันกำจัด
 
11. การเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวถั่วแดงหลวงเพื่อเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ จะเก็บเกี่ยวตอนที่ฝักของถั่วทั้งต้นแห้งสนิท ใบถั่วแห้งและร่วงจากลำต้นเป็นส่วนใหญ่ เก็บเกี่ยวโดยใช้วิธีตัดต้นแล้วนำมาตากแดดต่อให้เมล็ดและฝักแห้งอย่างทั่ว ถึงทุกต้นอีกประมาณ 2-3 วัน เพื่อลดความชื้นของเมล็ดให้เหลือประมาณ 14-16 เปอร์เซ็นต์
 
12. การนวดและตากเมล็ด หลังจากเก็บเกี่ยวและตากต้นและฝักประมาณ 2-3 วัน จนฝักและต้นแห้งทั่วถึงดีแล้ว จึงนวดฝักโดยใช้ไม้ทุบ อย่าทุบแรงมากเพราะจะทำให้เมล็ดแตกและร้าว จะทำให้ความงอกของเมล็ดพันธุ์สูญเสียไป เมื่อนวดเสร็จแล้วให้ทำความสะอาดเมล็ดโดยฝัดเอาเศษเปลือกฝัก ต้น ใบ และสิ่งเจือปนอื่นๆ เช่น ดิน กรวด ทราย ออกให้หมด หลังจากนั้นนำเมล็ดที่นวดและทำความสะอาดแล้วตากแดดต่ออีกประมาณ 2-3 วัน เพื่อลดความชื้นของเมล็ดลงอีกให้เหลือประมาณ 12-14 เปอร์เซ็นต์
 
 
เงื่อนไขอื่นๆ
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข
Tags
ธ.กสิกรไทย สาขาสี่แยกเเม่ต๋ำ พะเยา ออมทรัพย์
ธ.กรุงเทพ สาขาหน้า ม.พะเยา ออมทรัพย์
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาพะเยา ออมทรัพย์
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้านPANPAKSHOP SEED & PLANT
PANPAKSHOP SEED & PLANT
เมล็ดพันธุ์ผักต่างประเทศ เริ่มต้นซองละ 10 บาท !!! พร้อมฟรีค่าจัดส่งทั่วประเทศ ถูกกว่านี้ไม่มีอีกเเล้ว เมล็ดพันธุ์ Non GMO.ขายถูก ยังจัดส่งฟรีอีก เมล็ดพันธุ์พืชต่างประเทศและในประเทศ เช่น เมล็ดพันธุ์ผัก เมล็ดไม้ดอก ไม้ผล ไม้เลื้อย วัสดุปลูก เช่น พีทมอส อาหารเสริมพืช สารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์ม่า บาซิลลัส บิวเวอร์เรีย และอุปกรณ์การเกษตรอื่นๆอีกมากมาย จัดส่งทั้งในและต่างประเทศ Sales of vegetable seeds, flowers, fruit and more than 200 species of plants in Thailand and overseas plants. Shipping With manual crop to every order. Seeds and plants we sell are the kind that can be grown in our climate. 銷售蔬菜種子,花卉,水果,200餘種植物在泰國和海外工廠。送貨與手動作物每一份訂單。種子和植物,我們賣的都是可以在我們的氣候中生長的那種。
เบอร์โทร :
อีเมล : panpakshop@hotmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
สินค้าที่ดูล่าสุด
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้
พูดคุยกับร้านนี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
× CLOSE
Go to Top